ถ้าคุณรู้สึกว่าพอถึงช่วงบ่ายโมงแล้วตาเริ่มเบลอ แสบตา หรือปวดหัวส่วนหน้าโดยไม่รู้สาเหตุ คุณไม่ได้อยู่คนเดียว องค์การอนามัยโลกประมาณการว่าคนทำงานออฟฟิศมากกว่า 60% มีอาการที่เรียกว่า Computer Vision Syndrome (CVS) หรืออาการผิดปกติทางสายตาจากหน้าจอ ซึ่งเกิดจากการจ้องหน้าจอต่อเนื่องเป็นเวลานาน
หมออุ๊ย แพทย์หญิง วชิรา สนธิไชย จาก Dr. Ouise Eye Clinic จะอธิบายให้ฟังตั้งแต่ต้นว่าเกิดอะไรขึ้นกับดวงตาของคุณ แสงสีฟ้าคืออะไรและอันตรายแค่ไหน รวมถึงวิธีป้องกันและดูแลตาที่ถูกต้อง
หัวข้อที่หมออุ๊ยอยากเล่า
ทำไมจ้องหน้าจอนานๆ แล้วถึงปวดตา?
เมื่อเราจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ กล้ามเนื้อ Ciliary ภายในลูกตาที่ทำหน้าที่ปรับโฟกัสต้องทำงานหนักและเกร็งค้างอยู่ในระยะเดียวตลอดเวลา ต่างจากการมองระยะไกลที่กล้ามเนื้อตาจะผ่อนคลาย นอกจากนี้ สิ่งที่หลายคนไม่รู้คือ อัตราการกระพริบตาของเราลดลงจากปกติ 15–20 ครั้งต่อนาที เหลือเพียง 5–7 ครั้งต่อนาทีเมื่อมองหน้าจอ ทำให้ผิวดวงตาแห้งเร็วขึ้นและเกิดอาการระคายเคืองตามมา
อาการที่พบบ่อยจาก Computer Vision Syndrome ได้แก่ ตาล้า ตาแห้ง ตาแสบ มองภาพเบลอในช่วงบ่าย ปวดหัวบริเวณหน้าผากและขมับ รวมถึงปวดต้นคอและบ่าจากการก้มหรือเงยหน้าเพื่อหาจุดโฟกัสที่ชัดที่สุด
หากคุณมีอาการเหล่านี้เป็นประจำ ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพตาและวัดสายตาเพื่อตรวจสอบว่ามีปัญหาค่าสายตาหรือสุขภาพตาที่ต้องรักษาหรือไม่ เพราะบางครั้งอาการปวดตาที่เข้าใจว่าเกิดจากหน้าจออาจมีสาเหตุจากค่าสายตาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข
แสงสีฟ้า (Blue Light) คืออะไร และอันตรายแค่ไหน?
แสงที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่ามีหลายความยาวคลื่น แสงสีฟ้า (Blue Light) คือแสงในช่วงความยาวคลื่น 380–500 นาโนเมตร ซึ่งมีพลังงานสูงที่สุดในบรรดาแสงที่มองเห็น แหล่งกำเนิดหลักในชีวิตประจำวัน ได้แก่ หน้าจอ LED ของคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต และหลอดไฟ LED ภายในอาคาร
อันตรายในระยะสั้น: แสงสีฟ้าทำให้กล้ามเนื้อตาเกร็งมากขึ้น เพราะดวงตาต้องพยายามกรองและโฟกัสแสงพลังงานสูงนี้อยู่ตลอดเวลา ผลที่ตามมาคืออาการตาล้า ปวดหัว และนอนหลับยากหากใช้หน้าจอก่อนนอน เนื่องจากแสงสีฟ้ายับยั้งการหลั่ง Melatonin ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมการนอนหลับ
อันตรายในระยะยาว: งานวิจัยจาก American Academy of Ophthalmology ชี้ว่าการสะสมของแสงสีฟ้าในระยะยาวมีความสัมพันธ์กับการเสื่อมของจอประสาทตา (Age-related Macular Degeneration) แม้ยังต้องการการศึกษาเพิ่มเติม แต่นักจักษุวิทยาส่วนใหญ่แนะนำให้ป้องกันไว้ก่อนเสมอ
ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสุขภาพตาและปัญหาสายตาที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้หน้าจอนานๆ ได้ที่บทความของเรา
5 วิธีป้องกันและลดอาการปวดตาจากหน้าจอ
1. ใช้กฎ 20-20-20
วิธีที่ง่ายและได้ผลที่สุดวิธีหนึ่งคือกฎ 20-20-20 ซึ่งแนะนำโดย American Optometric Association ทุกๆ 20 นาทีที่จ้องหน้าจอ ให้หยุดมองไปยังวัตถุที่อยู่ห่างออกไปอย่างน้อย 20 ฟุต (ประมาณ 6 เมตร) นานอย่างน้อย 20 วินาที การทำเช่นนี้ช่วยให้กล้ามเนื้อ Ciliary คลายตัวและลดความเหนื่อยล้าสะสม
2. ปรับความสว่างหน้าจอและสภาพแวดล้อม
ความสว่างหน้าจอควรใกล้เคียงกับแสงในห้อง หากห้องมืดแต่หน้าจอสว่างมาก หรือกลับกัน จะทำให้ดวงตาต้องปรับตัวซ้ำๆ อยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการวางหน้าจอหันไปทางหน้าต่างโดยตรง เพราะแสงสะท้อนจะทำให้ปรับโฟกัสยากขึ้น
3. ปรับระยะห่างและมุมหน้าจอ
ระยะห่างที่เหมาะสมระหว่างดวงตาและหน้าจอคอมพิวเตอร์คือ 50–70 เซนติเมตร หรือประมาณความยาวของแขน และหน้าจอควรอยู่ต่ำกว่าระดับสายตาเล็กน้อย (ประมาณ 10–15 องศา) เพื่อให้เปลือกตาบนปิดได้บางส่วน ลดพื้นที่ผิวดวงตาที่สัมผัสกับอากาศและลดการระเหยของน้ำตา
4. กระพริบตาบ่อยขึ้น และใช้น้ำตาเทียม
สร้างนิสัยกระพริบตาอย่างมีสติระหว่างทำงาน หากยังรู้สึกตาแห้งหลังจากนั้น น้ำตาเทียมชนิดไม่มีสารกันเสีย (Preservative-free) สามารถช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ดวงตาได้ โดยไม่ระคายเคืองเมื่อใช้บ่อย
5. เลือกใช้เลนส์ที่ออกแบบมาสำหรับการทำงานหน้าจอโดยเฉพาะ
นี่คือวิธีที่ได้ผลมากที่สุดในระยะยาว เพราะแก้ที่ต้นเหตุโดยตรง เลนส์สองประเภทหลักที่แนะนำสำหรับคนทำงานหน้าจอ ได้แก่
เลนส์กรองแสงสีฟ้า (Blue Block / Blue Light Filter Lens) ช่วยกรองแสงสีฟ้าในช่วงความยาวคลื่น 415–455 นาโนเมตรออก ลดความเหนื่อยล้าของดวงตาและปรับปรุงคุณภาพการนอนหลับ
เลนส์ลดความเหนื่อยล้า (Digital Lens / Anti-Fatigue Lens) มีโซนเสริมแรงบริเวณด้านล่างของเลนส์ที่ช่วยให้กล้ามเนื้อ Ciliary ผ่อนคลายขณะโฟกัสระยะใกล้ ลดอาการปวดตาและปวดหัวจากการจ้องหน้าจอนานๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเลนส์แว่นตาประเภทต่างๆ ที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคุณได้ที่บทความของเรา
สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม
อาการปวดตาจากหน้าจอส่วนใหญ่จะดีขึ้นเมื่อพักตา แต่หากคุณมีอาการต่อไปนี้ควรรีบพบจักษุแพทย์โดยเร็ว
- มองภาพเบลอหรือซ้อนแม้หลังพักตาแล้ว
- ตาแดงหรือมีขี้ตามากผิดปกติ
- ปวดตาหรือปวดหัวรุนแรงจนรบกวนการใช้ชีวิต
- มองเห็นจุดดำหรือแสงแลบในสายตา
- ค่าสายตาเปลี่ยนเร็วผิดปกติในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา
อาการเหล่านี้อาจบ่งชี้ถึงปัญหาสุขภาพตาที่ต้องได้รับการตรวจและรักษา ไม่ใช่แค่อาการตาล้าทั่วไป อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ5 อาการตาล้าที่ดวงตากำลังส่งสัญญาณเตือนได้ที่บทความของเรา
แว่นกรองแสงสีฟ้าต้องตัดที่ไหน ถึงจะได้ผลจริง?
เลนส์กรองแสงสีฟ้าในท้องตลาดมีคุณภาพแตกต่างกันมาก ตั้งแต่เลนส์ทั่วไปที่อาจกรองได้เพียง 10–20% ไปจนถึงเลนส์พรีเมียมที่กรองได้ถึง 90% ในช่วงความยาวคลื่นที่เป็นอันตราย การเลือกเลนส์จึงต้องพิจารณาควบคู่กับค่าสายตาของผู้ใช้ด้วย
ที่ Dr. Ouise Eye Clinic เรามีบริการให้คำปรึกษาเรื่องสุขภาพตาและแนะนำเลนส์ที่เหมาะสมเฉพาะบุคคล โดยจักษุแพทย์และนักทัศนมาตรผู้เชี่ยวชาญ พร้อมบริการตรวจวัดเซนเตอร์อย่างละเอียดเพื่อให้แว่นที่ได้รับ “ใส่ได้จริง” ตั้งแต่วันแรก
สำหรับผู้ที่ต้องการแว่นตาที่ครอบคลุมการมองเห็นหลายระยะในคู่เดียว สามารถดูข้อมูลเลนส์โปรเกรสซีฟสำหรับคนทำงาน ซึ่งสามารถผสมเทคโนโลยี Blue Block เข้าไปในเลนส์โปรเกรสซีฟได้เลย
สรุป: ดวงตาคุณทำงานหนักกว่าที่คิด ถึงเวลาดูแลอย่างจริงจัง
อาการปวดตาจากหน้าจอไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยที่ “พักแล้วก็หาย” เพราะหากปล่อยทิ้งไว้นาน กล้ามเนื้อตาที่เหนื่อยสะสมทุกวันอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพตาที่แก้ยากขึ้นในระยะยาว การป้องกันที่ดีที่สุดคือการเริ่มต้นจากการตรวจสุขภาพตาอย่างถูกต้อง แล้วเลือกเลนส์และแว่นที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคุณจริงๆ
พร้อมดูแลดวงตาของคุณอย่างจริงจังแล้วหรือยัง? นัดหมายตรวจสายตากับหมออุ๊ยได้เลยวันนี้ แล้วให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยออกแบบการดูแลสายตาที่เหมาะกับคุณโดยเฉพาะ
Blog
- บทความทั้งหมด
- บทความแนะนำจากหมออุ๊ย
- สุขภาพตาเเละปัญหาสายตา
- เลนส์เเว่นตา
- เลนส์โปรเกรสซีฟ
- กรอบเเว่น
