หมออุ๊ยเองนะคะ… วันนี้อยากชวนทุกคนมาคุยกันเรื่อง “โรคต้อหิน” ค่ะ เป็นโรคที่หมออยากให้เราใส่ใจ เพราะสิ่งที่น่ากังวลของโรคนี้คือ ในช่วงแรกเราอาจยังมองเห็นได้ตามปกติ ไม่มีอาการปวดตา หรือไม่ได้รู้สึกว่าดวงตามีอะไรผิดปกติเลย แต่ขณะเดียวกันเส้นประสาทอาจถูกทำลายแบบช้า ๆ โดยที่เราไม่รู้ตัว
วันนี้หมออุ๊ยจะพามาทำความรู้จักโรคต้อหินกันตั้งแต่สาเหตุ อาการ กลุ่มเสี่ยง วิธีตรวจ ไปจนถึงแนวทางการรักษา และการเลือกแว่นสำหรับผู้ที่มีโรคต้อหิน เพื่อให้ทุกคนเพิ่มความระมัดระวัง และเตรียมความพร้อมให้กับดวงตาคู่สำคัญได้อย่างทันการ
หัวข้อที่หมออุ๊ยอยากเล่า
โรคต้อหิน มีอาการอย่างไร? ภัยเงียบใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม
หมออุ๊ยอยากชวนทุกคนทำความรู้จักกับ “โรคต้อหิน” กันค่ะ ซึ่งในประเทศไทยโรคต้อหินถือเป็นโรคที่เป็นสาเหตุของอาการตาบอด อันดับที่ 2 รองจากโรคต้อกระจก เพราะความน่ากังวลของโรคนี้อยู่ตรงที่ ในระยะแรกผู้ป่วยจำนวนมากอาจไม่มีอาการผิดปกติให้สังเกตได้ชัดเจน แต่จะเริ่มจากการทำลายเส้นประสาทตา ที่เกี่ยวข้องกับการมองเห็นไปอย่างช้า ๆ โดยความเสียหายมักค่อย ๆ เกิดขึ้นและอาจทำให้สูญเสียลานสายตาไปทีละน้อย แต่หากเป็นมากเรื่อย ๆ ก็จะเริ่มรบกวนการมองเห็น แต่โดยทั่วไปสมองสามารถปรับตัวและช่วยชดเชยการมองเห็นที่หายไปได้ ทำให้ผู้ป่วยอาจไม่รู้ตัวจนโรคอยู่ในระยะค่อนข้างมาก ที่ทำให้มุมมองหรือสนามภาพแคบลงเรื่อย ๆ จนท้ายที่สุดอาจถึงขั้น “มืดสนิท”
ปัญหาคือเมื่อเส้นประสาทตาถูกทำลายแล้ว การมองเห็นที่สูญเสียไปจะไม่สามารถฟื้นกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ ดังนั้นเป้าหมายสำคัญของการดูแลโรคต้อหินจึงไม่ใช่การรอให้มองไม่เห็นแล้วค่อยรักษานะคะ และการมองเห็นชัด ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีโรคนี้แทรกซ้อนอยู่ การตรวจสุขภาพตาอย่างสม่ำเสมอจึงมีความสำคัญ หากพบเร็ว และมีการประเมินความเสี่ยงตั้งแต่ต้น การควบคุมโรคตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็จะช่วยควบคุมโรคไม่ให้เกิดขึ้นได้นั่นเอง
โรคต้อหิน ใครบ้างที่เป็นกลุ่มเสี่ยง?
ก่อนอื่น หมอต้องแจ้งให้ทราบก่อนว่า โรคต้อหิน “ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในผู้สูงอายุ” เท่านั้น และบางคนอาจไม่มีอาการผิดปกติให้สังเกตเลยในช่วงแรกค่ะ แต่จะมีปัจจัยบางอย่างที่ทำให้โอกาสเกิดโรคสูงขึ้น โดยเฉพาะคนที่มีอายุเพิ่มขึ้น มีประวัติคนในครอบครัวเป็นต้อหิน หรือมีความผิดปกติของสายตาและดวงตาบางประเภท
ถ้าใครมีปัจจัยเหล่านี้ หมออุ๊ยแนะนำว่าอย่ารอให้มีอาการก่อนค่อยตรวจนะคะ เพราะการตรวจพบความผิดปกติได้เร็ว จะช่วยให้จักษุแพทย์ประเมินความเสี่ยงและวางแผนติดตามดูแลได้อย่างเหมาะสม สำหรับกลุ่มเสี่ยงที่หมอพบบ่อย มีดังนี้ค่ะ
- ผู้ที่มีอายุเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนอายุ 40 ปีขึ้นไป
- ผู้ที่มีคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคต้อหิน
- ผู้ที่มีสายตาสั้นมาก หรือสายตายาวมาก
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิด เช่น เบาหวาน โรคหลอดเลือดบางประเภท หรือโรคแพ้ภูมิตัวเอง
- ผู้ที่มีประวัติการใช้ยาสเตียรอยด์ โดยเฉพาะการใช้เป็นเวลานาน
- ผู้ที่เคยได้รับอุบัติเหตุหรือการบาดเจ็บบริเวณดวงตา
- ผู้ที่มีความผิดปกติของโครงสร้างตา เช่น มุมตาแคบ
อย่างไรก็ตาม การมีปัจจัยเสี่ยงไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นโรคต้อหินเสมอไป และคนที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงก็ยังสามารถเกิดโรคได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นการตรวจสุขภาพตาจึงสำคัญกว่าการดูจากความเสี่ยงเพียงเดียว
หมออุ๊ยชวนทำความเข้าใจ โรคต้อหิน มีกี่ประเภท?
โดยทั่วไปเมื่อพูดถึงโรคต้อหิน เรามักแบ่งตามลักษณะของมุมระบายน้ำในตาเป็น โรคต้อหินมุมเปิด และ โรคต้อหินมุมปิดค่ะ ดังนั้นการตรวจโดยจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จึงมีความสำคัญในการระบุว่าเป็นต้อหินชนิดใดและควรรักษาอย่างไร
โรคต้อหินมุมปิด อาการอาจรุนแรงและต้องรีบรักษา
โรคต้อหินมุมปิดเกิดจากบริเวณมุมระบายน้ำในตาแคบหรือถูกปิด ทำให้น้ำในลูกตาระบายออกได้ไม่ดี และความดันลูกตาอาจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในกรณีที่เกิดการปิดมุมแบบเฉียบพลัน ซึ่งต้อหินชนิดนี้สามารถตรวจประเมินความเสี่ยง ได้ด้วยการวัดช่องหน้าม่านตาด้วยเครื่อง WAM สำหรับผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงจะสามารถป้องกันได้ก่อน โดยการใช้เลเซอร์ยิงเพื่อเปิดทางเดินระบายน้ำ และช่วยป้องกันการเกิดต้อหินมุมปิดฉับพลัน สำหรับโรคต้อหินมุมปิด แบ่งได้ 2 ประเภท คือ
- โรคต้อหินมุมปิดฉับพลัน ที่มักแสดงอาการปวดตา ตามัวลงอย่างรวดเร็ว หรืออาจมีอาการอาเจียนร่วมด้วย รวมไปถึงอาการตาแดง เห็นแสงวงรุ้งหรือฮาโลรอบดวงไฟ ปวดศีรษะ ซึ่งอาการเหล่านี้ถือเป็น ภาวะฉุกเฉินทางตา หากเกิดขึ้นควรรีบไปโรงพยาบาลหรือพบจักษุแพทย์ทันที เพราะความดันลูกตาที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สามารถทำลายเส้นประสาทตาได้ค่ะ
- โรคต้อหินมุมปิดเรื้อรัง ในบางคนการปิดมุมอาจค่อย ๆ เกิดขึ้นโดยไม่มีอาการชัดเจน หรืออาจมีอาการปวดศีรษะหรือไม่สบายตาเป็นครั้งคราว ทำให้ไม่ได้คิดว่าเกี่ยวข้องกับโรคต้อหิน แต่จะสามารถตรวจพบได้จากการตรวจสุขภาพตา หรือการตรวจประเมินมุมตาโดยจักษุแพทย์เท่านั้นค่ะ
โรคต้อหินมุมเปิด อาจไม่มีอาการแม้โรคกำลังดำเนินไป
โรคต้อหินมุมเปิดเป็นอีกชนิดที่พบได้บ่อย และสิ่งที่ต้องระวังคือ ผู้ป่วยจำนวนมากไม่มีอาการในระยะแรก ค่ะ ซึ่งโรคต้อหินมุมเปิดไม่ได้หมายความว่าจะต้องมีความดันลูกตาสูงเสมอไป เพราะมีทั้งต้อหินที่สัมพันธ์กับความดันลูกตาสูง และต้อหินความดันตาปกติ (Normal-tension glaucoma) ต่างสามารถเกิดความเสียหายต่อเส้นประสาทตาได้แม้ค่าความดันตาจะไม่ได้สูงกว่าช่วงอ้างอิงทั่วไป
ดังนั้นการดูเพียง “ค่าความดันตา” อย่างเดียวจึงไม่เพียงพอในการบอกว่าเป็นหรือไม่เป็นต้อหินค่ะ จักษุแพทย์จึงจำเป็นต้องมีการตรวจวัดเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็น
- การวัดความดันลูกตา ใช้ประเมินระดับความดันภายในลูกตา แต่ค่าความดันเพียงอย่างเดียวไม่สามารถยืนยันโรคต้อหิน จำเป็นต้องตรวจค่าอื่น ๆ เพิ่มเติม
- การตรวจขั้วประสาทตา ดูรูปร่างและลักษณะของขั้วประสาทตา เพื่อค้นหาความผิดปกติที่อาจสัมพันธ์กับการทำลายของเส้นประสาทตา
- การตรวจ OCT ช่วยประเมินโครงสร้างของเส้นใยประสาทตาและชั้นจอประสาทตาบางส่วน เพื่อดูว่ามีการสูญเสียของเส้นใยประสาทตาหรือไม่
- การตรวจลานสายตา (Visual Field Test) ช่วยประเมินการทำงานของการมองเห็น และตรวจหาการสูญเสียของลานสายตาที่อาจสัมพันธ์กับโรคต้อหิน
- การตรวจมุมตา (Gonioscopy) มีความสำคัญในการประเมินว่ามุมระบายน้ำในตาเป็นมุมเปิดหรือมุมแคบ/ปิด โดยเฉพาะเมื่อสงสัยโรคต้อหินมุมปิดค่ะ
เพราะฉะนั้น หากจะประเมินความเสี่ยงโรคต้อหิน หมอจะไม่ดูจากตัวเลขเพียงค่าเดียว แต่ต้องนำข้อมูลจากการตรวจหลายด้านมาประกอบกันค่ะ
โรคต้อหิน รักษาอย่างไร?
เป้าหมายหลักของการรักษาโรคต้อหิน คือ ลดความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายต่อเส้นประสาทตาเพิ่มขึ้น ไม่ใช่การทำให้เส้นประสาทตาที่เสียไปแล้วกลับมาเป็นปกตินะคะ โดยแนวทางรักษาอาจแตกต่างกันตามชนิดและระยะของโรค เช่น
- ใช้ยาหยอดตา
ยาหยอดตาเป็นหนึ่งวิธีรักษาหลักที่ใช้บ่อย โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยลดความดันลูกตาให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย โดยผู้ที่ได้รับยาหยอดตาควรใช้ยาอย่างสม่ำเสมอและมาติดตามตามนัด เพราะการควบคุมโรคต้อหินเป็นการดูแลระยะยาวค่ะ
- การรักษาด้วยเลเซอร์
เลเซอร์มีหลายรูปแบบและใช้ในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน เช่น Laser Peripheral Iridotomy สำหรับภาวะมุมปิด หรือเลเซอร์บางชนิดที่ช่วยลดความดันลูกตาในต้อหินมุมเปิด แต่ก็ไม่ใช่ว่า “เป็นต้อหินแล้วต้องยิงเลเซอร์” ทุกคน เพราะจักษุแพทย์จะต้องเลือกวิธีให้เหมาะกับชนิดของโรคเสมอค่ะ
- การผ่าตัด
หากการใช้ยาหรือเลเซอร์ไม่สามารถควบคุมความดันลูกตาได้เพียงพอ จักษุแพทย์อาจพิจารณาการผ่าตัดเพื่อช่วยควบคุมความดันลูกตา ซึ่งการรักษาต้องมีการวางแผนเป็นรายบุคคล และต้องอาศัยความชำนาญของแพทย์เพื่อความปลอดภัยค่ะ
เคล็ดลับการเลือกแว่น สำหรับผู้ป่วยโรคต้อหิน
ถึงแม้ว่าแว่นสายตา จะไม่สามารถรักษาโรคต้อหิน และไม่สามารถทำให้เส้นประสาทตาที่เสียไปแล้วกลับมาเป็นปกติได้ แต่การใส่แว่นที่เหมาะสมก็ยังมีส่วนช่วยให้ผู้ที่มีค่าสายตาร่วมด้วย มองเห็นได้ชัดขึ้นและใช้ชีวิตประจำวันได้สะดวกสบายมากขึ้นค่ะ โดยเฉพาะการเลือกเลนส์ให้เหมาะกับค่าสายตา และลักษณะการใช้งานของแต่ละคน ดังนี้
- หากมีสายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียง ควรตรวจวัดสายตาและเลือกเลนส์ที่แก้ค่าสายตาได้เหมาะสม เพื่อช่วยให้มองเห็นได้ชัดที่สุด
- หากมีอาการไวต่อแสงหรือไม่สบายตาเมื่อเจอแสงจ้า สามารถเลือกแว่นกันแดดที่ป้องกันรังสี UV ได้เมื่อต้องอยู่กลางแจ้ง
- การเลือกเลนส์ควรดูจากค่าสายตา ลักษณะการใช้งาน และความสบายในการมองเป็นหลัก
- ไม่ควรเชื่อโฆษณาเลนส์ที่อ้างว่า รักษาหรือป้องกันโรคต้อหิน เพราะแว่นตาไม่ได้ช่วยควบคุมการดำเนินของโรคโดยตรงค่ะ
- สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผู้ป่วยโรคต้อหินคือ ติดตามการรักษากับจักษุแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อควบคุมโรคและป้องกันความเสียหายของเส้นประสาทตาเพิ่มขึ้นค่ะ
บทสรุป:
โรคต้อหินเป็นโรคที่ค่อย ๆ ดำเนินไปโดยไม่มีอาการในระยะแรก และเมื่อเกิดความเสียหายต่อเส้นประสาทตาแล้ว การมองเห็นที่สูญเสียไปไม่สามารถฟื้นกลับมาได้ ซึ่งสิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การรอให้มีอาการ แต่คือ การตรวจสุขภาพตาเพื่อค้นหาความผิดปกติให้เร็ว ประเมินปัจจัยเสี่ยง และติดตามการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง หมออุ๊ยอยากให้ลองหาเวลาไปตรวจตาสักครั้งนะคะ เพราะบางครั้งเราอาจยังมองเห็นชัดและใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่ภายในดวงตาอาจมีความผิดปกติที่เราไม่สามารถสังเกตได้ด้วยตัวเองค่ะ
หากอยากตรวจสุขภาพตา เพื่อประเมินความเสี่ยงการเกิดโรคต้อหิน สามารถเข้ามาตรวจและรับคำแนะนำได้ที่ Dr.Ouise Eye Clinic (หมออุ๊ย) คลินิกศูนย์เลนส์แว่นตาโปรเกรสซีฟและเลนส์ชะลอสายตาสั้นในเด็ก ที่นี่มีทั้ง จักษุแพทย์ นักทัศนมาตร และผู้เชี่ยวชาญด้านสายตา ที่ช่วยดูแลตั้งแต่การตรวจประเมินสุขภาพตา คัดกรองปัจจัยเสี่ยง ไปจนถึงการวัดสายตาและให้คำแนะนำในการเลือกแว่นให้เหมาะกับค่าสายตาและการใช้งานของแต่ละคน พร้อมช่วยวางแผนการดูแลสุขภาพตาในระยะยาว เพื่อให้คุณใช้สายตาได้อย่างมีคุณภาพมากที่สุดค่ะ
บทความโดย หมออุ๊ย แพทย์หญิง วชิรา สนธิไชย จักษุแพทย์เฉพาะทาง ด้านการแก้ไขปัญหาสายตาและเลนส์โปรเกรสซีฟ
แพทย์หญิงวชิรา สนธิไชย (หมออุ๊ย)
- จักษุแพทย์เฉพาะทาง อนุสาขากระจกตาและแก้ไขค่าสายตา (Cornea and Refractive surgery)
- ชำนาญด้านการรักษาโรคตา เช่น โรคตาแห้ง โรคกระจกตาโก่งย้วย และการแก้ไขปัญหาค่าสายตาผิดปกติ ด้วยการจ่ายเลนส์แว่นสายตา เลเซอร์แก้ไขค่าสายตา เช่น เลสิก ผ่าตัดใส่เลนส์เสริม จากที่คุณหมอมีประสบการณ์กว่า 10 ปี กับผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านค่าสายตาผิดปกติรวมถึงโรคตา
- ประกอบกับทางบ้านคุณหมอเองมีกิจการด้านแว่นตา จึงทำให้หมอเองนำความชำนาญทั้ง 2 ด้านมาผสานกัน ก่อตั้งเป็น “ร้านแว่นตา Dr. Ouise Eye Specialist” เน้นการจ่ายเลนส์แว่นตาที่เหมาะสมกับปัญหาสุขภาพตาเฉพาะบุคคล เพื่อให้การมองเห็นที่ชัดเจนและสบายตา โดยมีเป้าหมายขอเป็นด่านแรกในการดูแลแบบองค์รวมสุขภาพตาเบื้องต้นให้กับชาวไทย เข้าถึงการตรวจตา โดยไม่ต้องไปถึงโรงพยาบาล
ประวัติการศึกษา
- แพทยศาสตร์บัณฑิต ศิริราชพยาบาล, มหาวิทยาลัยมหิดล
- วุฒิบัตรสาขาจักษุวิทยา, คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลธรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- วุฒิบัตรอนุสาขากระจกตา และผ่าตัดแก้ไขค่าสายตา, คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี, มหาวิทยาลัยมหิดล
ปัจจุบัน
- อาจารย์จักษุแพทย์ หน่วยกระจกตาและผ่าตัดแก้ไขค่าสายตา โรงพยาบาลรามาธิบดี
- ผู้ก่อตั้ง Dr.Ouise Eye Specialist
Blog
- บทความทั้งหมด
- บทความแนะนำจากหมออุ๊ย
- สุขภาพตาเเละปัญหาสายตา
- เลนส์เเว่นตา
- เลนส์โปรเกรสซีฟ
- กรอบเเว่น




