จอประสาทตาเสื่อม อาการเริ่มต้นเป็นอย่างไร มีวิธีการรักษาไหม?

จอประสาทตาเสื่อม อาการเริ่มต้นเป็นอย่างไร มีวิธีการรักษาไหม?

หมออุ๊ยเองนะคะ วันนี้หมออยากชวนมาคุยเรื่องหนึ่งที่หลายคนอาจเคยได้ยินชื่อ แต่ยังไม่แน่ใจว่าจริง ๆ แล้วโรคนี้เกี่ยวข้องกับการมองเห็นของเราอย่างไร นั่นก็คือ “จอประสาทตาเสื่อม” ค่ะ เพราะบางคนอาจเริ่มรู้สึกว่าตามัวขึ้น มองตัวหนังสือไม่คมเหมือนเดิม หรือเห็นเส้นตรงแล้วเหมือนเส้นนั้นบิดเบี้ยว เลยคิดว่าเป็นเพียงอาการสายตาเปลี่ยนตามอายุ แต่ในบางกรณี อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณที่ควรตรวจให้ละเอียด เพราะจอประสาทตาเป็นส่วนสำคัญอย่างมากต่อการมองเห็นของเรา

วันนี้หมอจะพามาทำความเข้าใจโรคจอประสาทตากันค่ะ เพื่อให้ทุกคนรู้จักโรคนี้มากขึ้นและไม่มองข้ามสัญญาณผิดปกติของดวงตาคู่สำคัญค่ะ

จอประสาทตาเสื่อมคืออะไร เกิดจากอะไรได้บ้าง?

จอประสาทตา หรือ Retina เป็นเนื้อเยื่อที่อยู่บริเวณด้านในสุดของลูกตา มีหน้าที่รับแสงและส่งสัญญาณไปยังสมองเพื่อแปลผลเป็นภาพที่เราเห็นค่ะ โดยบริเวณสำคัญของจอประสาทตาที่เกี่ยวข้องกับการมองเห็นรายละเอียดตรงกลางภาพเรียกว่า จุดภาพชัด หรือ Macula ซึ่งช่วยให้เราสามารถอ่านหนังสือ มองใบหน้าคน ขับรถ หรือมองเห็นรายละเอียดต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจน

จอประสาทตาเสื่อม อาการเริ่มต้นเป็นอย่างไร มีวิธีการรักษาไหม?

เมื่อเกิดจอประสาทตาเสื่อมบริเวณจุดภาพชัด การมองเห็นส่วนกลางอาจเริ่มลดลง จนผู้ป่วยบางคนรู้สึกว่าภาพตรงกลางมัว มีจุดดำ หรือเห็นเส้นตรงบิดเบี้ยว ในขณะที่การมองเห็นบริเวณรอบนอกอาจยังพอชัดอยู่บ้างซึ่งโรคนี้มักพบบ่อยในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป โดยโรคสามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่

  • จอประสาทตาเสื่อมชนิดแห้ง เป็นชนิดที่พบได้บ่อยกว่า มักเกิดจากการเปลี่ยนแปลงและเสื่อมของเนื้อเยื่อบริเวณจุดภาพ โดยอาการจะค่อยเป็นค่อยไปจนบางคนอาจไม่รู้ตัว
  • จอประสาทตาเสื่อมชนิดเปียก แม้พบได้น้อยกว่า แต่สามารถทำให้การมองเห็นลดลงได้รวดเร็วกว่า เนื่องจากมีการเจริญของหลอดเลือดผิดปกติใต้จอประสาทตา ซึ่งอาจมีการรั่วหรือเลือดออกจนส่งผลต่อจุดภาพชัด

สิ่งสำคัญที่หมออยากให้เข้าใจคือ คำว่า “จอประสาทตาเสื่อม” ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะสูญเสียการมองเห็นในลักษณะเดียวกัน และไม่ได้เกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง ดังนั้นการตรวจสุขภาพตาอย่างละเอียดจึงมีความสำคัญ เพื่อให้ทราบว่าความผิดปกติที่เกิดขึ้นเป็นโรคชนิดใดและควรดูแลอย่างไรค่ะ

อาการเริ่มต้นของจอประสาทตาเสื่อม

อาการของจอประสาทตาเสื่อมในระยะแรกอาจไม่ชัดเจนมากนัก โดยเฉพาะหากความผิดปกติเกิดขึ้นเพียงข้างเดียว เพราะดวงตาอีกข้างยังช่วยชดเชยการมองเห็นได้ ทำให้บางคนไม่รู้ตัวจนกระทั่งโรคเริ่มส่งผลต่อการมองเห็นมากขึ้น แต่อาการสำคัญที่ควรสังเกต มีดังนี้ค่ะ

  1. อาการตามัว

อาการที่พบได้บ่อยคือการมองเห็นเริ่มไม่ชัดเหมือนเดิม บางคนรู้สึกว่าต้องเพ่งมากขึ้นเวลาอ่านหนังสือ มองโทรศัพท์ หรือทำงานที่ต้องใช้รายละเอียด และอาการตามัวจากจอประสาทตาเสื่อมอาจแตกต่างจากการเปลี่ยนแปลงของค่าสายตาทั่วไป เพราะแม้จะเปลี่ยนแว่นสายตาแล้ว แต่ก็ยังมองเห็นไม่ชัด ดังนั้นใครรู้สึกมองแล้วเหมือนมีหมอกอยู่กลางภาพ และมีอาการเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ควรเข้ารับการตรวจโดยจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญค่ะ

  1. เห็นภาพบิดเบี้ยว

อาการหนึ่งที่ค่อนข้างสำคัญคือ การเห็นเส้นตรงเป็นเส้นคดหรือบิดเบี้ยว เช่น ขอบประตู หน้าต่าง กระเบื้อง หรือคนที่อยู่ตรงหน้า กลับดูโค้งงอหรือไม่เป็นเส้นตรงเหมือนเดิม เป็นอาการที่อาจพบได้ชัดเจนในผู้ที่มีจอประสาทตาเสื่อมบางชนิด ดังนั้นหมอแนะนำว่าหากเริ่มรู้สึกว่าภาพตรงกลางผิดรูป หรือเส้นที่เคยตรงเริ่มบิดเบี้ยว ไม่ควรรอดูอาการนาน เพราะบางกรณีจำเป็นต้องได้รับการตรวจและรักษาอย่างรวดเร็ว เพื่อช่วยรักษาการมองเห็นที่เหลืออยู่ค่ะ

จอประสาทตาเสื่อม อาการเริ่มต้นเป็นอย่างไร มีวิธีการรักษาไหม?
  1. มองเห็นสีผิดปกติ

บางคนอาจเริ่มรู้สึกว่าสีต่าง ๆ ดูไม่สดใสเหมือนเดิม หรือแยกเฉดสีได้ยากขึ้น ภาพที่เคยคมชัดและมีสีสันอาจดูหม่นลง เนื่องจากเมื่อบริเวณ Macula ที่เป็นส่วนสำคัญในการมองเห็น เกิดความเสื่อมขึ้น การรับรู้ภาพจึงอาจเปลี่ยนแปลงไปได้ อย่างไรก็ตาม อาการมองเห็นสีผิดปกติสามารถเกิดจากโรคตาหรือความผิดปกติอื่นได้เช่นกัน จึงไม่ควรวินิจฉัยด้วยตนเอง แต่ควรตรวจหาสาเหตุให้ชัดเจนค่ะ

นอกจากนี้ ผู้ที่มีจอประสาทตาเสื่อมอาจพบอาการอื่นร่วมด้วย เช่น มองเห็นจุดดำหรือเงามืดบริเวณกลางภาพ ต้องใช้แสงสว่างมากขึ้นในการอ่านหนังสือ หรือมองเห็นใบหน้าคนได้ไม่ชัดเท่าเดิมค่ะ

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดจอประสาทตาเสื่อม

  1. อายุที่เพิ่ม โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป เพราะเมื่อร่างกายมีอายุมากขึ้น เซลล์และเนื้อเยื่อต่าง ๆ ย่อมเกิดการเปลี่ยนแปลงตามวัย รวมถึงบริเวณจอประสาทตาด้วยเช่นกัน
  2. พันธุกรรมและเชื้อชาติ ประวัติครอบครัวสามารถมีส่วนเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงของจอประสาทตาเสื่อมได้ นอกจากนี้ในงานศึกษาหลายฉบับพบว่ากลุ่มประชากรเชื้อสายยุโรปผิวขาว มีความเสี่ยงมากกว่ากว่าบางกลุ่มเชื้อชาติ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงไม่ได้ขึ้นอยู่กับเชื้อชาติเพียงอย่างเดียว เพราะอายุ พันธุกรรม และสุขภาพโดยรวมก็มีบทบาทร่วมกันค่ะ
  3. โรคเบาหวานขึ้นตา มักพบจุดเลือดออกในตาที่ส่งผลต่อการมองเห็น และเป็นสาเหตุของจอประสาทตาเสื่อมแบบเปียก
  4. โรคหัวใจและหลอดเลือด สุขภาพของหลอดเลือดมีความเกี่ยวข้องกับอวัยวะหลายส่วนในร่างกาย รวมถึงดวงตา ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงด้านหลอดเลือด ควรควบคุมโรคประจำตัวอย่างเหมาะสม เพราะการดูแลสุขภาพโดยรวม ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมความดัน ระดับไขมันในเลือด และโรคประจำตัวอื่น ๆ จึงเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพดวงตาในระยะยาวค่ะ
  5. การสูบบุหรี่ สารจากบุหรี่มักส่งผลเสียต่อหลอดเลือดและเนื้อเยื่อต่าง ๆ รวมถึงเนื้อเยื่อบริเวณจอประสาทตา ดังนั้น หากต้องการลดปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพ การเลิกสูบบุหรี่จึงเป็นหนึ่งในสิ่งที่ช่วยดูแลสุขภาพโดยรวมและสุขภาพดวงตาได้ค่ะ
  6. แสงแดด รังสียูวี การปกป้องดวงตาจากแสงแดดและรังสียูวีเป็นสิ่งที่ควรทำ โดยเฉพาะเมื่อต้องอยู่กลางแจ้งเป็นเวลานาน เพราะรังสียูวีสามารถส่งผลเสียต่อโครงสร้างต่าง ๆ ของดวงตาได้ ควรเลือกแว่นกันแดดที่สามารถป้องกันรังสียูวีได้มาตรฐาน เพื่อช่วยดูแลดวงตาเมื่อต้องออกกลางแจ้งค่ะ

ใครบ้างที่เสี่ยงต่อการเป็นจอประสาทตาเสื่อม?

  1. ผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป
  2. ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นจอประสาทตาเสื่อม
  3. กลุ่มคนเชื้อชาติยุโรปผิวขาว
  4. ผู้ที่สูบบุหรี่
  5. ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด
  6. ผู้ที่มีโรคประจำตัวและควบคุมสุขภาพได้ไม่ดี
  7. ผู้ที่เริ่มมีอาการมองภาพตรงกลางมัว เห็นเส้นตรงบิดเบี้ยว หรือมีจุดดำกลางภาพ

สำหรับคนที่ชอบปิดไฟเล่นมือถือในที่มืด หมออยากอธิบายเพิ่มเติมว่า พฤติกรรมนี้อาจทำให้รู้สึกไม่สบายตาหรือล้าตาได้ในบางคน แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นสาเหตุโดยตรงของจอประสาทตาเสื่อมค่ะ เพราะสิ่งสำคัญคือไม่ว่าเราจะอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือไม่ หากมีอาการมองเห็นที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอาการที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ควรเข้ารับการตรวจตาเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง

จอประสาทตาเสื่อม มีวิธีรักษาอย่างไร?

สำหรับแนวทางการรักษาจะขึ้นอยู่กับชนิด ระยะ และลักษณะของโรคค่ะ ปัจจุบันจอประสาทตาเสื่อมบางชนิดยังไม่สามารถทำให้กลับคืนสู่สภาพเดิมได้ทั้งหมด แต่มีวิธีการรักษาและการติดตามที่ช่วยชะลอการดำเนินของโรค หรือควบคุมความผิดปกติบางรูปแบบได้ค่ะ

  1. การฉีดยากลุ่ม Anti-VEGF

การฉีดยาเข้าวุ้นตากลุ่ม Anti Vascular Endothelial Growth Factor (Anti VEGF) เป็นแนวทางการรักษาที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ซึ่งตัวยาจะออกฤทธิ์บริเวณที่จอประสาทตาเสื่อมโดยตรง และไม่กระทบต่อพื้นที่บริเวณจอตอรอบข้าง ซึ่งสามารถช่วยควบคุมโรคและช่วยรักษาระดับการมองเห็นในผู้ป่วยจำนวนมากได้

อย่างไรก็ตาม การรักษาไม่ได้เหมือนกันในทุกคน บางรายอาจต้องฉีดยาต่อเนื่องและติดตามผลเป็นระยะ โดยจักษุแพทย์จะเป็นผู้ประเมินแผนการรักษาที่เหมาะสมสำหรับแต่ละบุคคลค่ะ

  1. การรักษาด้วยเลเซอร์

การรักษาด้วยเลเซอร์อาจถูกพิจารณาในผู้ป่วยบางราย (โดยเฉพาะชนิดเปียก) ขึ้นอยู่กับตำแหน่งและลักษณะของหลอดเลือดผิดปกติ โดยจะมีการรักษา 2 วิธี คือ Laser Photocoagulation (ใช้เพียงเลเซอร์ในการรักษาเท่านั้น) และ Photodynamic Therapy (ใช้เลเซอร์ร่วมกับการใช้ยา) แต่ปัจจุบันการเลือกวิธีรักษาจะขึ้นอยู่กับรายละเอียดของโรคและเทคโนโลยีที่เหมาะสม จึงจำเป็นต้องประเมินจากการตรวจจอประสาทตาและภาพถ่ายเฉพาะทางก่อนค่ะ

  1. การผ่าตัดรักษาจอประสาทตาเสื่อม

เป็นวิธีชะลอการเสื่อมของจอประสาทตาที่ได้รับความนิยมอีกวิธีหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะได้รับการผ่าตัดนะคะ เพราะต้องได้รับการประเมินจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเหมือนกับวิธีอื่น ๆ หมอแนะนำว่าหากได้รับการวินิจฉัยแล้ว ควรปรึกษาจักษุแพทย์และติดตามอาการอย่างสม่ำเสมอ เพื่อควบคุมโรคค่ะ

จอประสาทตาเสื่อม อาการเริ่มต้นเป็นอย่างไร มีวิธีการรักษาไหม?

จอประสาทตาเสื่อมป้องกันได้ไหม?

  • งดสูบบุหรี่
  • ควบคุมโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือด และเบาหวาน
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และดูแลสุขภาพโดยรวม เช่น อาหารที่มีส่วนประกอบของ Lutein, Zeaxanthin
  • ออกกำลังกายอย่างเหมาะสมและสม่ำเสมอ
  • ปกป้องดวงตาจากแสงแดดด้วยแว่นกันแดดที่ป้องกันรังสียูวีได้มาตรฐาน
  • ตรวจสุขภาพตาอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุเพิ่มขึ้นหรือมีปัจจัยเสี่ยง

บทสรุป: 

จอประสาทตาเสื่อมเป็นภาวะที่ส่งผลต่อการมองเห็นส่วนกลาง ทำให้เกิดอาการต่าง ๆ เช่น ตามัว เห็นเส้นตรงบิดเบี้ยว มองเห็นสีเปลี่ยนไป หรือมีจุดดำบริเวณกลางภาพ ซึ่งในระยะแรกบางคนอาจยังไม่รู้ตัว โดยเฉพาะเมื่อดวงตาอีกข้างยังช่วยชดเชยการมองเห็นได้ แม้ปัจจุบันจอประสาทตาเสื่อมบางชนิดจะยังไม่สามารถรักษาให้กลับมาเป็นปกติได้ทั้งหมด แต่การตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกและได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม สามารถช่วยชะลอการดำเนินของโรคและช่วยรักษาการมองเห็นที่เหลืออยู่ได้ค่ะ นอกจากนี้ การงดสูบบุหรี่ ควบคุมโรคประจำตัว และตรวจสุขภาพตาอย่างสม่ำเสมอ ก็เป็นส่วนสำคัญของการลดปัจจัยเสี่ยงในระยะยาว

อาการมองไม่ชัดไม่ได้เกิดจากค่าสายตาที่เปลี่ยนไปเพียงอย่างเดียวค่ะ บางครั้งอาจเป็นสัญญาณของความผิดปกติภายในดวงตาที่ควรได้รับการตรวจอย่างละเอียด ที่ Dr.Ouise Eye Clinic (หมออุ๊ย) คลินิกศูนย์เลนส์แว่นตาโปรเกรสซีฟและเลนส์ชะลอสายตาสั้นในเด็ก เรามีจักษุแพทย์ นักทัศนมาตร และผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้คำแนะนำทั้งเรื่องการตรวจสุขภาพตา ประเมินการมองเห็น และเลือกเลนส์แว่นตาให้เหมาะกับการใช้งานของแต่ละคน หากเริ่มรู้สึกว่าการมองเห็นเปลี่ยนไป หรือไม่แน่ใจว่าควรเลือกเลนส์แบบไหน สามารถเข้ามาพูดคุยและตรวจประเมินกับเราได้ค่ะ เพื่อให้ดวงตาได้รับการมองเห็นที่ดีที่สุด

บทความโดย หมออุ๊ย แพทย์หญิง วชิรา สนธิไชย จักษุแพทย์เฉพาะทาง ด้านการแก้ไขปัญหาสายตาและเลนส์โปรเกรสซีฟ

แพทย์หญิงวชิรา สนธิไชย (หมออุ๊ย)

 

  • จักษุแพทย์เฉพาะทาง อนุสาขากระจกตาและแก้ไขค่าสายตา (Cornea and Refractive surgery)
  • ชำนาญด้านการรักษาโรคตา เช่น โรคตาแห้ง โรคกระจกตาโก่งย้วย และการแก้ไขปัญหาค่าสายตาผิดปกติ ด้วยการจ่ายเลนส์แว่นสายตา เลเซอร์แก้ไขค่าสายตา เช่น เลสิก ผ่าตัดใส่เลนส์เสริม จากที่คุณหมอมีประสบการณ์กว่า 10 ปี กับผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านค่าสายตาผิดปกติรวมถึงโรคตา
  • ประกอบกับทางบ้านคุณหมอเองมีกิจการด้านแว่นตา จึงทำให้หมอเองนำความชำนาญทั้ง 2 ด้านมาผสานกัน ก่อตั้งเป็น “ร้านแว่นตา Dr. Ouise Eye Specialist” เน้นการจ่ายเลนส์แว่นตาที่เหมาะสมกับปัญหาสุขภาพตาเฉพาะบุคคล เพื่อให้การมองเห็นที่ชัดเจนและสบายตา โดยมีเป้าหมายขอเป็นด่านแรกในการดูแลแบบองค์รวมสุขภาพตาเบื้องต้นให้กับชาวไทย เข้าถึงการตรวจตา โดยไม่ต้องไปถึงโรงพยาบาล

ประวัติการศึกษา

  • แพทยศาสตร์บัณฑิต ศิริราชพยาบาล, มหาวิทยาลัยมหิดล
  • วุฒิบัตรสาขาจักษุวิทยา, คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลธรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • วุฒิบัตรอนุสาขากระจกตา และผ่าตัดแก้ไขค่าสายตา, คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี, มหาวิทยาลัยมหิดล

ปัจจุบัน

  • อาจารย์จักษุแพทย์ หน่วยกระจกตาและผ่าตัดแก้ไขค่าสายตา โรงพยาบาลรามาธิบดี
  • ผู้ก่อตั้ง Dr.Ouise Eye Specialist

Blog