หมออุ๊ยเองนะคะ… วันนี้หมอมีเคสคนไข้ที่อยากนำมาแบ่งปัน เพราะเป็นเคสที่ทำให้เห็นว่า อาการมองไม่ชัดตอนกลางคืน ไม่ได้เกิดจากค่าสายตาเสมอไป หลายคนมักคิดว่าเป็นเพราะสายตาเปลี่ยน แว่นไม่ตรงค่าสายตา หรือเป็นผลจากการทำเลสิกในอดีต แต่ในความเป็นจริง อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคจอประสาทตาที่กำลังค่อย ๆ ส่งผลต่อการมองเห็น
วันนี้หมอมีเคสตัวอย่างจากคนไข้จริงมาเล่าสู่กันฟัง เพื่อให้หลายคนหันมาสังเกตอาการของตัวเองมากขึ้น และเข้ารับการตรวจตั้งแต่ระยะเริ่มต้น พร้อมคำแนะนำเบื้องต้นจากหมออุ๊ยค่ะ
หัวข้อที่หมออุ๊ยอยากเล่า
- เคสตัวอย่างจากจักษุแพทย์: อายุ 47 ปี มองกลางคืนไม่ชัด หลังทำเลสิกมานานกว่า 10 ปี
- Retinitis Pigmentosa (RP) คืออะไร? จักษุแพทย์อธิบายโรคจอประสาทตาเสื่อมจากพันธุกรรมแบบเข้าใจง่าย
- อาการของโรค RP ที่จักษุแพทย์อยากให้ทุกคนสังเกต
- โรค RP ถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ จักษุแพทย์แนะนำให้คนในครอบครัวเข้ารับการตรวจ
- สรุป
เคสตัวอย่างจากจักษุแพทย์: อายุ 47 ปี มองกลางคืนไม่ชัด หลังทำเลสิกมานานกว่า 10 ปี
สำหรับเคสนี้เป็นคนไข้หญิงอายุ 47 ปี เหตุผลหลักที่ทำให้คนไข้ตัดสินใจเข้ามาปรึกษา ไม่ใช่เพราะแว่นแตกหรือค่าสายตาเปลี่ยน แต่เป็นเพราะรู้สึกว่า การมองเห็นในเวลากลางคืนแย่ลงอย่างชัดเจน จากการพูดคุย คนไข้เล่าว่าอาการนี้เริ่มเป็นมานานกว่า 10 ปี หลังจากเคยทำเลสิก และช่วงแรกก็คิดว่าน่าจะเป็นผลจากการผ่าตัด เพราะหลายคนก็เคยบอกว่าหลังทำเลสิกอาจมีอาการมองเห็นในเวลากลางคืนลดลงได้
แต่สิ่งที่ทำให้คนไข้เริ่มกังวล คืออาการไม่ได้คงที่ และแย่ลงเรื่อย ๆ จนทำให้เวลากลางคืนแทบมองไม่เห็น ต้องเปิดไฟแทบทุกดวงภายในบ้านจึงจะเดินได้อย่างมั่นใจ หากปิดไฟเพียงเล็กน้อยก็รู้สึกเหมือนมองไม่เห็นสิ่งรอบตัว และต้องใช้เวลานานกว่าดวงตาจะปรับตัวเข้ากับความมืด
เริ่มต้นจากการวัดค่าสายตา ผลกลับไม่ได้ผิดปกติอย่างที่คิด
เมื่อหมอได้ซักประวัติคนไข้อย่างละเอียด ก็พบว่าแม้อาการจะเริ่มหลังทำเลสิก แต่ลักษณะของอาการบางอย่าง ไม่ได้สอดคล้องกับผลข้างเคียงของเลสิกเพียงอย่างเดียว จึงตัดสินใจตรวจวัดสายตาเพิ่มเติมอย่างละเอียด ซึ่งพบว่า
ตาขวา
- SPH -1.25
- CYL -1.50 × 180
- Add +1.75
ตาซ้าย
- SPH -0.25
- CYL -2.00 × 180
- Add +1.75
ผลที่ได้แทบไม่แตกต่างจากแว่นเดิมที่คนไข้ใช้อยู่ ซึ่งเป็นเลนส์โปรเกรสซีฟ Essilor Comfort
เมื่อวัดระดับการมองเห็น (Visual Acuity) กลับพบสิ่งผิดปกติ
หลังจากตรวจค่าสายตา หมอได้วัดระดับการมองเห็น หรือ Visual Acuity (VA) ผลปรากฏว่า “คนไข้มองเห็นได้เพียง 0.6 ทั้งสองตา” ในขณะที่คนทั่วไปที่มีสุขภาพตาปกติ ควรมองเห็นได้ประมาณ 1.0 หรือสามารถอ่านตัวอักษรขนาดเล็กสุดบนแผ่นทดสอบสายตาได้
จุดนี้ทำให้หมอเริ่มตั้งข้อสังเกตทันทีว่า แม้ค่าสายตาจะถูกต้อง แต่ทำไมการมองเห็นกลับลดลง? และใส่แว่นก็ยังแก้ปัญหาสายตาไม่ได้ ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้ว่าปัญหาอาจอยู่ที่โครงสร้างภายในดวงตา มากกว่าที่ตัวค่าสายตา นี่คือเหตุผลที่หมอตัดสินใจตรวจจอประสาทตาต่อทันทีค่ะ
หลังตรวจจอประสาทตา ยิ่งพบความผิดปกติ
- พบเม็ดสีดำกระจายอยู่ทั่วบริเวณจอประสาทตา
- ขั้วประสาทตามีลักษณะซีด
- เส้นเลือดของจอประสาทตามีขนาดเล็กและตีบกว่าปกติ
ลักษณะทั้งหมดนี้ ถือเป็นความผิดปกติที่พบได้ในโรคของจอประสาทตาบางชนิด โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวข้องกับการเสื่อมของเซลล์รับแสง หมอจึงตรวจเพิ่มเติมด้วยการประเมินลานสายตา (Visual Field)
ผลปรากฏว่า “ลานสายตาของคนไข้แคบกว่าปกติอย่างชัดเจน” เมื่อรวบรวมทั้งประวัติ อาการ ผลตรวจสายตา และผลตรวจจอประสาทตาเข้าด้วยกัน ทำให้หมอสงสัยโรค Retinitis Pigmentosa (RP) หรือโรคจอประสาทตาเสื่อมจากพันธุกรรม มากที่สุดค่ะ
หมอแนะนำให้ตรวจเพิ่มเติม เพื่อยืนยันการวินิจฉัย
แม้ว่าผลการตรวจเบื้องต้นจะทำให้สงสัยโรค RP ค่อนข้างมาก แต่การวินิจฉัยโรคนี้จำเป็นต้องอาศัยการตรวจเฉพาะทางเพิ่มเติม หมอจึงแนะนำให้คนไข้เข้าพบจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจอประสาทตา เพื่อรับการตรวจอย่างละเอียด ได้แก่
- ตรวจจอประสาทตาหลังหยอดยาขยายม่านตา
- ตรวจลานสายตา (Visual Field)
- ตรวจคลื่นไฟฟ้าจอประสาทตา หรือ Electroretinography (ERG)
การตรวจ ERG ถือเป็นการประเมินการทำงานของเซลล์รับแสงโดยตรง ซึ่งช่วยยืนยันการวินิจฉัยโรค RP ได้อย่างแม่นยำ และยังช่วยประเมินระยะของโรค รวมถึงวางแผนการติดตามรักษาในอนาคตได้อีกด้วย
สำหรับหมอแล้ว เคสนี้เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่อยากให้ทุกคนเห็นว่า การเลือกแว่นหรือเลือกเลนส์โปรเกรสซีฟที่เหมาะสมเป็นเรื่องสำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือการตรวจสุขภาพตาอย่างละเอียด เพราะหากมองเห็นไม่ชัด สาเหตุอาจไม่ได้เกิดจาก “ค่าสายตา” เสมอไป แต่บางครั้งอาจเป็นโรคตาที่ซ่อนอยู่ และยิ่งตรวจพบเร็ว ก็ยิ่งมีโอกาสวางแผนการดูแลดวงตาได้อย่างเหมาะสมค่ะ
Retinitis Pigmentosa (RP) คืออะไร? จักษุแพทย์อธิบายโรคจอประสาทตาเสื่อมจากพันธุกรรมแบบเข้าใจง่าย
Retinitis Pigmentosa หรือ RP เป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมจากพันธุกรรม ที่เกิดจากความผิดปกติของเซลล์รับแสงบนจอประสาทตา ทำให้เซลล์เหล่านี้ค่อย ๆ เสื่อมลงตามเวลา ส่งผลให้การมองเห็นลดลงอย่างช้า ๆ และต่อเนื่อง แม้ว่าค่าสายตาจะยังใกล้เคียงเดิมก็ตาม แต่หลายคนอาจไม่คุ้นชื่อโรคนี้ เพราะเป็นโรคที่พบไม่บ่อยเมื่อเทียบกับโรคตาทั่วไป เช่น ต้อกระจก หรือต้อหิน แต่สำหรับผู้ที่เป็นโรค RP ผลกระทบต่อการใช้ชีวิตอาจค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการมองเห็นในเวลากลางคืน และการมองเห็นด้านข้าง
จุดสำคัญคือ โรค RP ไม่ได้เกิดจากการใช้สายตามากเกินไป ไม่ได้เกิดจากการเล่นโทรศัพท์ หรือการทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ แต่มีสาเหตุหลักมาจาก
- ความผิดปกติทางพันธุกรรม ซึ่งปัจจุบันมีการค้นพบยีนที่เกี่ยวข้องกับโรคนี้แล้วหลายชนิด ทำให้ผู้ป่วยแต่ละคนมีความรุนแรง และช่วงเวลาการเริ่มแสดงอาการแตกต่างกัน
- ในระยะแรก ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักยังมองเห็นในเวลากลางวันได้ค่อนข้างดี จึงไม่รู้ตัวว่ามีความผิดปกติ
- กระทั่งเริ่มมีอาการมองไม่เห็นในที่มืด เดินในที่แสงน้อยลำบาก หรือรู้สึกว่าลานสายตาแคบลง จึงค่อยเข้ามาพบจักษุแพทย์
- ปัจจุบันยังไม่มีการรักษาที่ได้ผลแน่นอน ดังนั้นสิ่งที่จะแนะนำ คือการฝึกในการใช้อุปกรณ์ตัวช่วยในการดำรงชีวิต เมื่อสายตาเลือนราง เช่น การใช้ไม้เท้า แว่นขยาย เป็นต้น
อาการของโรค RP ที่จักษุแพทย์อยากให้ทุกคนสังเกต
โรค Retinitis Pigmentosa (RP) เป็นโรคที่ค่อย ๆ ดำเนินไปอย่างช้า ๆ อาการในระยะแรกมักไม่รุนแรง จึงทำให้ผู้ป่วยหลายคนไม่รู้ตัว หรือเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงปัญหาค่าสายตาเปลี่ยน เมื่อเวลาผ่านไปอาการจะค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น และเริ่มส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่โดยทั่วไป อาการที่พบได้บ่อย มีดังนี้
- การมองเห็นในที่มืดลดลง (Night Blindness)
ผู้ป่วยหลายคนจะรู้สึกว่าเมื่อเดินเข้าไปในห้องที่มีแสงน้อย หรือปิดไฟตอนกลางคืน ดวงตาจะใช้เวลาปรับตัวนานกว่าคนทั่วไป บางรายแทบมองไม่เห็นสิ่งรอบตัว ต้องอาศัยแสงสว่างเพิ่มขึ้นจึงจะใช้ชีวิตได้ตามปกติ
อาการที่พบได้ เช่น
- เดินในที่มืดหรือห้องแสงน้อยลำบาก
- ขับรถกลางคืนไม่มั่นใจ
- ต้องเปิดไฟสว่างกว่าคนอื่น
- ใช้เวลานานกว่าจะมองเห็นหลังเดินจากที่สว่างเข้าสู่ที่มืด
ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกับคนไข้ตัวอย่างในบทความนี้ ที่ต้องเปิดไฟหลายดวงภายในบ้าน เพราะไม่สามารถมองเห็นได้ดีในเวลากลางคืน
- ลานสายตาแคบลง เพราะเซลล์รับแสงค่อย ๆ เสื่อม
ผู้ป่วยหลายคนอธิบายความรู้สึกว่า เหมือนกำลังมองผ่านท่อยาว ๆ หรือมองผ่านรูเล็ก ๆ แม้ยังพอมองเห็นตรงหน้า แต่การรับรู้สิ่งที่อยู่ด้านข้างจะลดลงอย่างชัดเจน อาการที่อาจพบ ได้แก่
- เดินชนสิ่งของด้านข้างบ่อย
- มองไม่เห็นคนที่เดินเข้ามาทางด้านข้าง
- หาของที่วางอยู่รอบตัวได้ยากขึ้น
- การขับรถเริ่มมีความเสี่ยงมากขึ้น เพราะมองเห็นรถหรือคนเดินถนนด้านข้างไม่ชัด
- การมองเห็นส่วนกลางก็อาจได้รับผลกระทบ
ผู้ป่วยอาจมีอาการ เช่น
- อ่านหนังสือได้ยากขึ้น
- มองรายละเอียดของวัตถุไม่ชัด
- จำใบหน้าได้ยาก
- การมองเห็นโดยรวมลดลง แม้ใส่แว่นหรือเลนส์โปรเกรสซีฟที่ตรงกับค่าสายตาแล้ว
อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยแต่ละรายมีการดำเนินโรคแตกต่างกัน บางคนอาจใช้เวลาหลายสิบปีกว่าจะเข้าสู่ระยะนี้ ขณะที่บางรายอาจมีอาการเร็วกว่าปกติ
โรค RP ถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ จักษุแพทย์แนะนำให้คนในครอบครัวเข้ารับการตรวจ
อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญมาก คือ Retinitis Pigmentosa เป็นโรคที่สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ ปัจจุบันพบว่ามีความผิดปกติของยีนหลายชนิดที่เกี่ยวข้องกับโรคนี้ และสามารถถ่ายทอดได้หลายรูปแบบ ทำให้บางครอบครัวมีผู้ป่วยหลายคน ขณะที่บางรายอาจเป็นคนแรกที่ได้รับการวินิจฉัย
หากจักษุแพทย์สงสัยว่าเป็นโรค RP มักจะแนะนำให้สมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะ
- ลูก
- พี่น้อง
- พ่อแม่
- ญาติสายตรง
เข้ารับการตรวจสุขภาพตาเพิ่มเติม แม้ว่ายังไม่มีอาการก็ตาม เพราะบางคนอาจมีความผิดปกติในระยะเริ่มต้นโดยที่ยังไม่รู้ตัว และในบางกรณี อาจพิจารณาการตรวจทางพันธุกรรมเพิ่มเติม เพื่อช่วยยืนยันการวินิจฉัย ประเมินความเสี่ยงของสมาชิกในครอบครัว และใช้ประกอบการวางแผนการรักษาในอนาคต
หากมีอาการมองเห็นไม่ชัดที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ หมอแนะนำว่าไม่ควรซื้อแว่นใหม่เพียงอย่างเดียว แต่ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพตาที่ร้านตัดแว่นโดยจักษุแพทย์ เพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริง เพราะโรคของจอประสาทตาหลายชนิด หากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จะช่วยให้สามารถวางแผนการดูแลและติดตามอาการได้อย่างเหมาะสมมากกว่าการปล่อยให้โรคดำเนินไปจนส่งผลกระทบต่อการมองเห็นในอนาคตค่ะ
สรุป โรคจอประสาทตาเสื่อม (RP)
โรค Retinitis Pigmentosa (RP) เป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมจากพันธุกรรมที่ค่อย ๆ ส่งผลต่อการมองเห็น โดยเฉพาะการมองเห็นในเวลากลางคืน ดังนั้นหากเริ่มมีอาการมองไม่ชัดในเวลากลางคืน เดินในที่มืดลำบาก ลานสายตาแคบลง หรือรู้สึกว่าการมองเห็นลดลงทั้งที่ค่าสายตาแทบไม่เปลี่ยน อย่าปล่อยให้อาการเหล่านี้เป็นเรื่องปกติ การเข้ารับการตรวจสุขภาพตาอย่างละเอียดตั้งแต่เนิ่น ๆ อาจช่วยให้พบโรคได้เร็วขึ้น วางแผนการดูแลได้เหมาะสม และลดผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในอนาคต
ที่ Dr.Ouise Eye Clinic (หมออุ๊ย) คลินิกศูนย์เลนส์แว่นตาโปรเกรสซีฟและเลนส์ชะลอสายตาสั้นในเด็ก เราเชื่อว่าการตัดแว่นที่ดี ไม่ใช่เพียงการวัดค่าสายตาแล้วเลือกเลนส์ให้ตรงเท่านั้น แต่ต้องเริ่มจากการประเมินสุขภาพดวงตาอย่างรอบด้าน เพื่อค้นหาว่าปัญหาการมองเห็นเกิดจากค่าสายตา หรือมีโรคตาที่ซ่อนอยู่ หากคุณกำลังวางแผนตัดเลนส์โปรเกรสซีฟ เปลี่ยนแว่นคู่ใหม่ หรือรู้สึกว่าการมองเห็นไม่ชัดแม้ใส่แว่นที่ตรงค่าสายตาแล้ว ทีมของเราพร้อมดูแลโดย จักษุแพทย์ นักทัศนมาตร และผู้เชี่ยวชาญด้านเลนส์แว่นตา ที่จะช่วยประเมินสายตาอย่างละเอียด พร้อมแนะนำเลนส์ และการรักษาที่เหมาะกับการใช้ชีวิตของแต่ละคนค่ะ
Blog
- บทความทั้งหมด
- บทความแนะนำจากหมออุ๊ย
- สุขภาพตาเเละปัญหาสายตา
- เลนส์เเว่นตา
- เลนส์โปรเกรสซีฟ
- กรอบเเว่น
