หมออุ๊ยเองนะคะ… ช่วงนี้ไม่ว่าจะทำงาน ประชุม เรียน หรือแม้แต่พักผ่อน หลายคนก็ใช้เวลาอยู่กับหน้าจอมือถือ คอมพิวเตอร์ หรือแท็บเล็ตแทบทั้งวัน จนเริ่มมีอาการปวดตา อาการตาล้า ตาแห้ง แสบตา หรือปวดหัว จนหลายคนจึงอดสงสัยไม่ได้ว่า “แสงสีฟ้า” จากหน้าจอเป็นตัวการสำคัญหรือเปล่า และจำเป็นต้องใส่แว่นกรองแสงสีฟ้าหรือไม่
วันนี้หมออยากพามาทำความเข้าใจเรื่องนี้ ตามหลักฐานทางการแพทย์ในปัจจุบัน ว่าแท้จริงแล้วแสงสีฟ้าส่งผลต่อดวงตาอย่างไร เลนส์กรองแสงสีฟ้าช่วยอะไรได้บ้าง และเราควรดูแลดวงตาอย่างไรให้ถูกต้อง เพื่อให้ทุกคนเลือกดูแลสายตาได้อย่างเหมาะสม ไม่หลงเชื่อข้อมูลที่เกินจริง และใช้สายตาได้อย่างสบายในระยะยาวค่ะ
หัวข้อที่หมออุ๊ยอยากเล่า
- แสงสีฟ้าคืออะไร? จักษุแพทย์อธิบายชัด และผลต่อดวงตาที่ควรรู้
- จักษุแพทย์ไขข้อสงสัย แสงสีฟ้าจากหน้าจอทำให้จอประสาทตาเสื่อมจริงไหม?
- เลนส์กรองแสงสีฟ้า ช่วยป้องกันโรคจอประสาทตาเสื่อมได้จริงหรือไม่? จักษุแพทย์มีคำตอบ
- จักษุแพทย์แนะนำ วิธีเลือกเลนส์กรองแสงสีฟ้าที่ดี ควรดูอะไรบ้าง?
- วิธีลดอาการตาล้า จากคำแนะนำโดยจักษุแพทย์
- สรุป
แสงสีฟ้าคืออะไร? จักษุแพทย์อธิบายชัด และผลต่อดวงตาที่ควรรู้
หมอเชื่อว่าหลายคนอาจเคยได้ยินกันมาบ่าอย ๆ ว่า “แสงสีฟ้าเป็นอันตรายต่อดวงตา” แต่ความจริงแล้ว แสงสีฟ้า (Blue Light) เป็นเพียงช่วงหนึ่งของคลื่นแสงที่ตามนุษย์สามารถมองเห็นได้ โดยมีความยาวคลื่นประมาณ 400-500 นาโนเมตร ซึ่งพบได้ทั้งจากแสงธรรมชาติและแสงที่ปล่อยออกมาจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และจอ LED ค่ะ
โดยแหล่งกำเนิดแสงสีฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตประจำวันของเราคือ แสงอาทิตย์ ไม่ใช่หน้าจออุปกรณ์ดิจิทัล ซึ่งมีปริมาณแสงสีฟ้าน้อยกว่ามาก แสงอาทิตย์นอกจากช่วยให้เรามองเห็นได้ตามปกติแล้ว ยังมีบทบาทต่อการทำงานของร่างกาย เช่น ช่วยควบคุมนาฬิกาชีวิต (Circadian Rhythm) ทำให้รู้สึกตื่นตัวในเวลากลางวัน ส่งผลต่ออารมณ์ และเกี่ยวข้องกับการหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนินที่ช่วยในการนอนหลับ แต่ขณะเดียวกันการได้รับแสงสีฟ้าจากแสงอาทิตย์มากเกินไป ก็ส่งผลต่อการเกิดโรคต้อกระจก และทำให้อาการจอประสาทตาเสื่อม แย่ลงกว่าเดิมได้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเราใช้เวลาอยู่กับหน้าจอมากขึ้น บางคนทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ตลอดวัน รวมเวลามากกว่า 8-12 ชั่วโมง จึงเกิดคำถามว่า การได้รับแสงสีฟ้าจากหน้าจอเป็นเวลานาน จะส่งผลเสียต่อดวงตาในระยะยาวหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่จักษุแพทย์ทั่วโลกกำลังศึกษาอย่างต่อเนื่องค่ะ
จักษุแพทย์ไขข้อสงสัย แสงสีฟ้าจากหน้าจอทำให้จอประสาทตาเสื่อมจริงไหม?
หมออยากให้ทุกคนรู้จักโรคหนึ่งที่สำคัญมาก คือ โรคจอประสาทตาเสื่อมตามอายุ (Age-related Macular Degeneration หรือ AMD) ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการสูญเสียการมองเห็นแบบถาวรของประชากรกว่า 170 ล้านคนทั่วโลก และแม้ว่าในปัจุบบัน ทางการแพทย์จะมีวิธีรักษาที่สามารถช่วยชะลอการดำเนินโรคได้ แต่ก็ยังไม่สามารถทำให้การมองเห็นกลับมาเป็นปกติได้ทั้งหมด ค่ะ
ปัจจัยเสี่ยงของโรคจอประสาทตาเสื่อมมีหลายอย่าง ได้แก่
- อายุ 50 ปีขึ้นไป
- พฤติกรรมการสูบบุหรี่
- ความดันโลหิตสูง
- ผู้ป่วยโรคอ้วน
- พันธุกรรม
- โรคหัวใจและหลอดเลือด
รวมถึงปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมบางอย่างที่กำลังมีการศึกษาเพิ่มเติม อย่างการได้รับแสงสีฟ้าในปริมาณสูง ซึ่งหลายคนจึงเชื่อว่าแสงสีฟ้าจากหน้าจอเป็นสาเหตุหลักของโรคนี้ แต่ในความเป็นจริง หลักฐานทางการแพทย์ในปัจจุบัน ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าแสงสีฟ้าจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทำให้เกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมโดยตรง
เหตุผลสำคัญคือ ความเข้มของแสงสีฟ้าที่ปล่อยออกมาจากหน้าจอมีระดับต่ำมากค่ะ โดยงานวิจัยพบว่า แสงสีฟ้าที่สามารถก่อให้เกิดความเสียหายต่อเนื้อเยื่อตาได้ จำเป็นต้องมีความเข้มมากกว่า 3 microwatt ขณะที่แสงสีฟ้าจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิก มีความเข้มไม่ถึง 1 microwatt จึงต่ำกว่าระดับที่คาดว่าจะก่ออันตรายต่อจอประสาทตาโดยตรงค่ะ
อย่างไรก็ตาม มีรายงานวิจัยในปี 2018 ที่พบว่า แสงสีฟ้าสามารถผ่านทะลุดวงตาส่วนหน้า และตรงสู่จอประสาทตาได้ ซึ่งมีผลต่อเซลล์ที่จอประสาทโดยตรง ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของการทำงานบางส่วน แต่ผลการศึกษาส่วนใหญ่ยังเป็นการทดลองในห้องปฏิบัติการ จึงยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าแสงสีฟ้าจากหน้าจอในชีวิตประจำวันทำให้เกิดโรคในคนโดยตรง
ซึ่งสิ่งที่หมอพบได้บ่อยกว่าคือ กลุ่มอาการล้าสายตาจากการใช้หน้าจอ (Computer Vision Syndrome) ซึ่งมีสาเหตุหลักจากการเพ่งหน้าจอเป็นเวลานาน การกะพริบตาที่ลดลง และภาวะตาแห้ง มากกว่าผลของแสงสีฟ้าเพียงอย่างเดียว ดังนั้น หากคุณมีอาการปวดตา ตาแห้ง แสบตา หรือปวดศีรษะหลังใช้หน้าจอ สิ่งที่ควรให้ความสำคัญอันดับแรก คือการตรวจสุขภาพดวงตา ตรวจค่าสายตา และปรับพฤติกรรมการใช้สายตาให้เหมาะสม มากกว่าการกังวลว่าแสงสีฟ้าจะทำลายจอประสาทตาโดยตรงค่ะ
เลนส์กรองแสงสีฟ้า ช่วยป้องกันโรคจอประสาทตาเสื่อมได้จริงหรือไม่? จักษุแพทย์มีคำตอบ
คำตอบตามหลักฐานทางการแพทย์ในปัจจุบันคือ “ยังไม่มีหลักฐานที่เพียงพอว่ายืนยันว่าเลนส์กรองแสงสีฟ้าสามารถป้องกันโรคจอประสาทตาเสื่อมได้โดยตรง” แม้ว่าจะมีการศึกษาจำนวนมากเกี่ยวกับผลของแสงสีฟ้าต่อเซลล์จอประสาทตา แต่เมื่อนำมาศึกษาในผู้ป่วยจริง ยังไม่มีงานวิจัยคุณภาพสูงที่ยืนยันว่า การใส่เลนส์กรองแสงสีฟ้าสามารถลดปัญหาของโรค AMD หรือป้องกันการเสื่อมของจอประสาทตาได้อย่างชัดเจน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเลนส์กรองแสงสีฟ้าไม่มีประโยชน์นะคะ ในงานวิจัยหลายฉบับกลับพบว่า ผู้ที่ใช้เลนส์กรองแสงสีฟ้าบางประเภท มีแนวโน้มรู้สึก
- ตาล้าน้อยลง
- ปวดตาลดลง
- ปวดศีรษะจากการใช้หน้าจอลดลง
- มองหน้าจอสบายขึ้น
- คุณภาพการนอนหลับดีขึ้นในบางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่ใช้หน้าจอช่วงก่อนนอน
เหตุผลหนึ่งคือ เลนส์บางรุ่นสามารถช่วยลดแสงฟุ้ง (Glare) และเพิ่มความคมชัดของภาพ ทำให้ดวงตาใช้ความพยายามในการโฟกัสน้อยลง จึงช่วยให้รู้สึกสบายตาเมื่อทำงานหน้าจอต่อเนื่องเป็นเวลานานค่ะ
จักษุแพทย์แนะนำ วิธีเลือกเลนส์กรองแสงสีฟ้าที่ดี ควรดูอะไรบ้าง?
ปัจจุบันเลนส์กรองแสงสีฟ้ามีให้เลือกหลายรุ่น หลายแบรนด์ และแต่ละแบบก็ใช้เทคโนโลยีแตกต่างกัน หากกำลังเลือกซื้อ หมอแนะนำให้พิจารณาจากองค์ประกอบต่อไปนี้ค่ะ
-
เลือกชนิดของเลนส์ที่ได้มาตรฐาน
หมอไม่แนะนำให้ดูเพียงคำว่า “กรองแสงสีฟ้า” เพราะเลนส์แต่ละรุ่นมีคุณภาพไม่เท่ากัน อย่างเลนส์สำเร็จรูปบางชนิดที่ใช้พลาสติกคุณภาพไม่ดี อาจทำให้ภาพเกิดความบิดเบือน ลดความคมชัด หรือปวดตา ดังนั้นควรเลือกเลนส์จากผู้ผลิตที่มีมาตรฐาน ผ่านการรับรองคุณภาพ และออกแบบมาสำหรับการใช้งานจริงร่วมกับค่าสายตาของผู้สวมใส่ถึงจะดีที่สุด
-
แนะนำให้เลือกเทคโนโลยีกรองแสง มากกว่า ตัดแสงสีฟ้า
หลายคนเข้าใจผิดว่ายิ่งตัดแสงสีฟ้าได้มากยิ่งดี แต่ในความเป็นจริง แสงสีฟ้าไม่ได้มีแต่โทษค่ะ เพราะแสงสีฟ้าบางช่วงคลื่นมีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น
- ช่วยควบคุมนาฬิกาชีวิต หลับตื่นเป็นเวลา
- ช่วยให้ร่างกายสดชื่น ตื่นตัว
- ส่งผลต่ออารมณ์
ดังนั้น เทคโนโลยีที่ดีจึงควรเลือก “กรองเฉพาะช่วงคลื่นที่ไม่จำเป็น” และยังคงปล่อยให้แสงสีฟ้าที่มีประโยชน์ผ่านเข้าสู่ดวงตาได้ในระดับที่เหมาะสม มากกว่าการตัดออกทั้งหมด
-
เลือกเลนส์ที่ให้สีภาพใกล้เคียงธรรมชาติ
สำหรับผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับการออกแบบ กราฟิก ถ่ายภาพ ตัดต่อวิดีโอ หรืออาชีพที่ต้องแยกเฉดสีอย่างแม่นยำ ควรเลือกเลนส์ที่มีการอมเหลืองน้อย เพราะจะช่วยรักษาความถูกต้องของสีได้ดีกว่า ซึ่งปัจจุบันมีเทคโนโลยีการกรองแสงสีฟ้าหลายแบบที่สามารถลดแสงบางช่วงคลื่นได้ โดยยังคงให้สีของภาพใกล้เคียงธรรมชาติ ทำให้ใช้งานได้ทั้งด้านการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวัน
-
เลือกเลนส์ที่มีการรับประกันและบริการหลังการขาย
นอกจากคุณภาพของเลนส์แล้ว อย่าลืมพิจารณาเรื่องบริการหลังการขายด้วยค่ะ เช่น การรับประกันการเคลือบผิวเลนส์ รอยแตกร้าวจากการผลิต บริการตรวจเช็กแว่นหลังใช้งาน ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ช่วยให้แว่นตาใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ และยืดอายุการใช้งานของเลนส์ในระยะยาวค่ะ
วิธีลดอาการตาล้า จากคำแนะนำโดยจักษุแพทย์
อย่างไรก็ตาม หมออยากย้ำว่า การแก้ปัญหาที่ดีที่สุด ไม่ใช่การพึ่งเลนส์กรองแสงสีฟ้าเพียงอย่างเดียว แต่ควรปรับพฤติกรรมร่วมด้วย เช่น
- จำกัดระยะเวลาการใช้หน้าจออย่างเหมาะสม
- พักสายตาตามกฎ 20-20-20 คือ ทุก 20 นาที มองไกลประมาณ 20 ฟุต นาน 20 วินาที
- หลีกเลี่ยงการใช้หน้าจออย่างน้อย 2-3 ชั่วโมงก่อนนอน
- เปิดโหมด Night Mode หรือ Blue Light Filter บนอุปกรณ์ เพื่อลดแสงสีฟ้า
- ปรับความสว่างหน้าจอให้เหมาะสมกับสภาพแสง
- ใช้เลนส์เคลือบ Anti-Reflective (AR Coating) เพื่อลดแสงสะท้อนและเพิ่ม Contrast
บทสรุป:
หากคุณกำลังมีอาการตาล้า ปวดตา ตาแห้ง แสบตา หรือรู้สึกมองหน้าจอแล้วไม่สบายตา หมอแนะนำว่าอย่าเพิ่งรีบเลือกซื้อเลนส์จากคำโฆษณาเพียงอย่างเดียว เพราะสาเหตุอาจไม่ได้เกิดจากแสงสีฟ้าเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกี่ยวข้องกับค่าสายตาที่เปลี่ยนไป ภาวะตาแห้ง หรือพฤติกรรมการใช้สายตาที่ไม่เหมาะสม ดังนั้นการได้รับการตรวจประเมินอย่างละเอียด จะช่วยให้เลือกวิธีแก้ปัญหาได้ตรงจุดมากกว่าค่ะ
หากใครกำลังสงสัยหรือมีปัญหาเกี่ยวกับดวงตา ที่ Dr.Ouise Eye Clinic (หมออุ๊ย) คลินิกศูนย์เลนส์แว่นตาโปรเกรสซีฟและเลนส์ชะลอสายตาสั้นในเด็ก เรามีทั้งจักษุแพทย์ นักทัศนมาตร และผู้เชี่ยวชาญด้านเลนส์แว่นตา คอยตรวจสุขภาพตา วิเคราะห์การใช้งานในชีวิตประจำวัน และแนะนำเลนส์ที่เหมาะกับแต่ละบุคคล ไม่ว่าจะเป็นเลนส์กรองแสงสีฟ้า เลนส์สำหรับทำงานหน้าจอ หรือเลนส์เฉพาะทาง เพื่อให้คุณมองเห็นได้สบายตาและตอบโจทย์การใช้งานจริง หากยังไม่มั่นใจว่าควรเลือกเลนส์แบบไหน แวะเข้ามาปรึกษาหมอและทีมงานได้เสมอนะคะ
บทความโดย หมออุ๊ย แพทย์หญิง วชิรา สนธิไชย จักษุแพทย์เฉพาะทาง ด้านการแก้ไขปัญหาสายตาและเลนส์โปรเกรสซีฟ
แพทย์หญิงวชิรา สนธิไชย (หมออุ๊ย)
- จักษุแพทย์เฉพาะทาง อนุสาขากระจกตาและแก้ไขค่าสายตา (Cornea and Refractive surgery)
- ชำนาญด้านการรักษาโรคตา เช่น โรคตาแห้ง โรคกระจกตาโก่งย้วย และการแก้ไขปัญหาค่าสายตาผิดปกติ ด้วยการจ่ายเลนส์แว่นสายตา เลเซอร์แก้ไขค่าสายตา เช่น เลสิก ผ่าตัดใส่เลนส์เสริม จากที่คุณหมอมีประสบการณ์กว่า 10 ปี กับผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านค่าสายตาผิดปกติรวมถึงโรคตา
- ประกอบกับทางบ้านคุณหมอเองมีกิจการด้านแว่นตา จึงทำให้หมอเองนำความชำนาญทั้ง 2 ด้านมาผสานกัน ก่อตั้งเป็น “ร้านแว่นตา Dr. Ouise Eye Specialist” เน้นการจ่ายเลนส์แว่นตาที่เหมาะสมกับปัญหาสุขภาพตาเฉพาะบุคคล เพื่อให้การมองเห็นที่ชัดเจนและสบายตา โดยมีเป้าหมายขอเป็นด่านแรกในการดูแลแบบองค์รวมสุขภาพตาเบื้องต้นให้กับชาวไทย เข้าถึงการตรวจตา โดยไม่ต้องไปถึงโรงพยาบาล
ประวัติการศึกษา
- แพทยศาสตร์บัณฑิต ศิริราชพยาบาล, มหาวิทยาลัยมหิดล
- วุฒิบัตรสาขาจักษุวิทยา, คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลธรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- วุฒิบัตรอนุสาขากระจกตา และผ่าตัดแก้ไขค่าสายตา, คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี, มหาวิทยาลัยมหิดล
ปัจจุบัน
- อาจารย์จักษุแพทย์ หน่วยกระจกตาและผ่าตัดแก้ไขค่าสายตา โรงพยาบาลรามาธิบดี
- ผู้ก่อตั้ง Dr.Ouise Eye Specialist
Blog
- บทความทั้งหมด
- บทความแนะนำจากหมออุ๊ย
- สุขภาพตาเเละปัญหาสายตา
- เลนส์เเว่นตา
- เลนส์โปรเกรสซีฟ
- กรอบเเว่น




